| การเปิดร้านเบเกอรี เป็นความฝันของใครหลายๆ คน เพราะไม่ใช่แค่ การได้มีร้านสวย หรูๆ แล้ว ผลตอบแทนยังสวยหรูตามมาด้วย และถ้าพูดถึงความนิยมในการรับประทานเบเกอรี่ ก็คงไม่ต้องบอก เพราะกลายเป็นเมนูขนมหวานต้นๆ ซึ่งเป็นที่โปรดปรานของใครหลายๆ คน ก่อนตัดสินใจ เปิดร้านเบเกอรี่ ควรจะได้รู้ถึง รูปแบบ ว่า ปัจจุบัน เขามีวิธีการทำร้านเบเกอรี่กันอย่างไรให้สามารถแข่งขัน และอยู่รอดได้ เราได้มีรูปแบบของร้านเบเกอรี่มานำเสนอ | |||
แบบ ที่ 1. การรับขนมจากจากผู้ผลิต ที่ทำจำหน่าย สำหรับ รูปแบบดังกล่าวนี้ ปัจจุบัน ได้รับความนิยมอย่างมาก ในกลุ่มของคนรุ่นใหม่ ที่กล้าแสดงฝีมือ ในช่วงเริ่มต้น เกรงว่าจะเจ๋งไม่เป็นท่าตั้งแต่เริ่มต้น จึงต้องอาศัยจมูกคนอื่น หายใจไปก่อน ซึ่งแบบนี้ ความเสี่ยงต่ำ เพราะยังไม่ต้องลงทุนอุปกรณ์ เครื่องมืออะไรมาก ส่วนร้านเบเกอรี่ ที่เปิดขายในลักษณะขายส่งนี้ มีอยู่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในอินเตอร์เน็ต จะมีอยู่หลายราย ส่วนร้านดังๆ ที่คนรู้จัก เช่น Bakery ยี่ห้อ HOME ของมหาวิทยาลัยราชภัฎ สวนดุสิต เป็นตัวอย่างสุด Classic ของร้านเบเกอรี่รูปแบบนี้ เราจะเห็นคนนำขนมยี่ห้อ HOME มาเดินขายตามที่ต่างๆ หรือตั้งโต๊ะขายก็ตาม รูปแบบนี้เป็นรูปแบบที่เริ่มต้นง่าย เพียงไปรับขนม และนำมาตั้งขาย ไม่ต้องจมทุนไปกับการซื้อเครื่องอบขนม ไม่ต้องเปลืองแรงทำ และขนมที่ขายอร่อยแน่นอน แบบ ที่ 2. ทำขนมขายเอง สำหรับรูปแบบนี้ คงจะต้องเริ่มจากใจรัก ก่อน เพราะถ้ารัก และฝันอยากจะทำก็จะตั้งใจ และทำออกมาได้ดี ซึ่งการทำขายเอง ปัจจุบัน ก็ไม่ยาก เพราะมีสถานบันสอน ทำมากมาย หลายแห่ง หรือ ฝึกเรียน จากทางโซเซียลเน็ตเวิร์คก็ได้ เช่นกัน เพียงแค่ คุณมีเงินทุนมากขึ้นมาหน่อย และเคยไปเรียนทำ Bakery มา หรือมั่นใจในฝีมือ ธุรกิจร้านเบเกอรี่ชนิดนี้ จะทำเงินได้มากกว่า เพราะว่าเราไม่ต้องไปรับขนม มาจากที่อื่น ซึ่งมีต้นทุนที่ซื้อมา แพงกว่าขนมที่เราทำเองอย่างแน่นอน แต่ก็ต้องลองชั่งน้ำหนักดูว่า เงินลงทุนที่ลงเพิ่มไป จะคุ้มกับรายได้ที่ได้เพิ่มขึ้นมาหรือเปล่า | |||
ถ้าไม่อยากขายแค่ Bakery อย่างเดียว และคิดว่าขนมที่ทำขึ้นมา มีดีกว่าแค่จะเป็นร้านทั่วไป ก็เปิดร้านเบเกอรี่พร้อมที่นั่ง แบบเต็มรูปแบบได้เลย เพราะราคาขนมจะขายได้แพงกว่า 2 แบบแรก โดยมีจุดมุ่งหมาย ให้เป็นจุดนัดพบ สำหรับคนที่มากินขนม นั่งคุยกัน หรือนั่งอ่านหนังสือ ซึ่งเข้ากับ Lifestyle ของคนรุ่นใหม่ด้วย 4. ขายแฟรนไชส์ร้านขนม หากคุณมีร้านขนมแบบที่ 2 หรือ 3 แล้วพบว่ามีคนเข้าร้านของคุณอย่างล้นหลาม และคุณมีระบบการบริหารจัดการร้านที่ดีด้วย จนคิดว่าอยากจะขยายสาขา แต่ติดตรงที่ไม่มีเงินลงทุนเพิ่มเติม ทางเลือกที่ยอดเยี่ยมของคุณ น่าจะเป็นการขายแฟรนไชส์ร้านของคุณ เท่านี้คุณก็ขยายสาขาได้ โดยใช้เงินลงทุนของคนอื่นแล้ว | |||
ประการแรก สามารถทำคนเดียวได้ เพราะถ้าเราเริ่มต้น จากการรับขนมจากที่อื่นมาขาย นั้นก็ไม่จำเป็นต้องจ้างผู้ช่วย ซึ่งคนเดียวก็สามารถดูแลร้านได้เอง ทั้งหมด ไม่ต้องลงทุนในการจ้างลูกจ้าง และวุ่นวายกับคนจำนวนมาก ประการที่สอง ต้องยอมรับว่า ปัจจุบัน ร้านเบเกอรี่ นั้น เข้ากับ Lifestyle ของคนรุ่นใหม่ เพราะคนรุ่นใหม่นิยม ไปนั่งตามร้านขนม เพื่อพักผ่อน นั่งคุย สนทนากับเพื่อน หรือนั่งอ่านหนังสือ เพื่อผ่อนคลาย การเปิดร้านขนมแบบเต็มรูปแบบ จึงตอบโจทย์ข้อนี้ได้ และทำรายได้ให้กับธุรกิจได้ อย่างเป็นกอบเป็นกำ อย่างแน่นอน และประการสุดท้าย น่าจะ ความนิยมเบเกอรี่ ของคนรุ่นใหม่ ที่มีเวลาน้อย เลือกรับประทานเบเกอรี่เป็น อาหารจานด่วน หรือรองท้อง หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า “กองทัพต้องเดินด้วยท้อง” เมื่อคุณเดินทางไกล หรืออยู่ในชั่วโมงเร่งด่วน ไม่สามารถหาที่นั่งรับประทานอาหารได้ การกินขนมที่ซื้อข้างทาง จะช่วยให้คุณคลายหิวไปได้ ก่อนที่คุณจะทำธุระเสร็จ และไปกินอาหารมื้อใหญ่ต่อไป | |||
สิ่งแรก ที่ไม่อาจมองข้าม คือ ทำเล การที่เราเลือกทำเลที่ดี และเหมาะสม แค่นี้ ก็มาชัยชนะไปกว่าครึ่งทางแล้ว เพราะมันจะไม่มีประโยชน์อะไรเลย ถ้า เราทำขนมออกมาอร่อยมาก แต่ร้านเปิดอยู่ในทำเลที่ไม่มีคนเดิน หรือคนมาพบเห็น แต่อย่าลืมว่า ค่าเช่าที่คุณต้องจ่ายนั้น ต้องคุ้มกับทำเลที่ได้ด้วย ถ้าทำเลดีแต่ค่าเช่าแพง จนคุณต้องขาดทุน ก็คงจะไม่ดีแน่ สิ่งสำคัญ อีกอย่างหนึง คือ รสชาติขนม “It’s kind of awkward to eat alone in a restaurant because everybody’s looking at me.” Louis C. K. “มันคงจะทำให้ฉันรู้สึกแย่ ถ้าต้องนั่งกินข้าวคนเดียวในร้าน เพราะทุกคนในร้าน จะต้องจับจ้องมาที่ฉัน” เป็นคำพูดของ Louis C.K. นักแสดงตลก และนักแสดงเดี่ยวไมโครโฟน ชาวอเมริกัน ปัจจัยสู่ความสำเร็จที่ขาดไม่ได้สำหรับ ธุรกิจขายอาหาร นั่นคือ รสชาติอาหาร ต่อให้คุณมีทำเลดีขนาดไหน ตกแต่งร้านสวยขนาดไหน จัดโปรโมชั่น ใช้กลยุทธ์ทางการตลาด เพื่อเพิ่มยอดขายขนาดไหน ก็ไม่สามารถยืนระยะได้ หากรสชาติอาหารของร้านคุณไม่ได้เรื่อง หรือไม่ถูกปากลูกค้า | |||
ธุรกิจร้านเบเกอรี่ เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ต้องมีการบริการที่เป็นเลิศ เราจะเห็นได้ว่าบางครั้งลูกค้าขาจรที่เพิ่งเคยเข้ามาร้านเราเป็นครั้งแรก อาจจะด้อมๆ มองๆ เมนูว่าจะสั่งอะไรดี พนักงานในร้านก็ควรที่จะแนะนำลูกค้าได้ว่า ขนมชิ้นไหนที่เป็นเมนูขายดี และชื่อดังของร้าน เพื่อให้ลูกค้าขาจรนั้น ประทับใจตั้งแต่ครั้งแรกลูกค้าจะหลงรักร้านของเรา และเป็นตัวเลือกแรกๆ |
วันพุธที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2558
ถ้าถามถึงจุดเริ่มต้นที่หนูมานี่คือเกาะเกร็ดอีกอย่างที่เราก็ทราบกันอยู่แล้วก็คือก็เกร็ดจะขึ้นชื่อเกี่ยวกับ เครื่องปั้นดินเผา นะคะ เกาะเกร็ดนี่จะอยู่ที่ จ.นนทบุรี เป็นตำบลตำบลเดียวเลยคือตำบลเกาะเกร็ดมีทั้งหมดก็ประมาณ10หมู่บ้านนะคะ ที่น้องยืนอยู่นี่คือหมู่ที่6เป็นชุมชนบ้านมอญนะคะ การทำเครื่องปั้นดินเผาเนี่ยจริงๆเรามีมานานมากแล้วแหละ ตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย ผู้คนส่วนใหญ่ที่ทำเครื่องปั้นดินเผาคือชาวมอญหรือว่าชาวรามันนะคะ เมื่อก่อนเราก็จะปั้นเป็นโอ่งใบใหญ่ๆสำหรับใส่น้ำ โอ่งน้ำอ่างน้ำกัน แต่ว่ามาตอนนี้เราก็มาประยุกต์กันเรื่อยๆไป ปู่ ย่า ตา ยาย ของบ้านพี่อุ้ยเองเป็นชาวมอญนะคะ มาถึงยุคแม่พี่อุ้ยเองนั้นก็คือป้าตุ่มเจ้าของโรงงานที่นี่ก็ยังทำแบบเดิมอยู่ ยังอนุรักษ์อยู่ด้วย นี่ เป็นคำบอกเล่าเกี่ยวกับประวัติของเครื่องปั้นดินเผาเกาะเกร็ด จากพี่อุ้ยลูกสาวเจ้าของโรงงานเครื่องปั้นดินเผาป้าตุ่ม
มาดู"ขั้นตอนการทำเครื่องปั้นดินเผา "กันดีกว่าค่ะว่ามีขั้นตอนการทำอย่างไรบ้าง
เริ่ม "จากการเตรียมดิน" ซึ่งเดิมดินที่ใช้ปั้นนั้นนำมาจากเกาะเกร็ด แต่ปัจจุบันช่างปั้นต้องซื้อดินจากอำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี นำดินมาหมักและย่ำจนเหนียว นวดให้นิ่ม หากเป็นเครื่องปั้นดินประเภทกระถางหรือภาชนะที่ไม่จำเป็นต้องทำลวดลายต้องผสมทรายละเอียดลงในดินด้วย เพื่อช่วยให้เครื่องปั้นนั้นแข็งแกร่ง ไม่แตกง่าย แล้วจึงนำดินที่ผสมและนวดเสร็จแล้วเข้าเครื่องอัดดินออกมาเป็นแท่งๆ ใช้ลวดตัดแท่งหรือเสาดินนั้นออกมาเป็นส่วนๆ
ขั้นที่2 "นำมาปั้นขึ้นเป็นรูปทรงต่าง บนแป้นไม้และหมุนด้วยไฟฟ
ขั้นที่3 "ขั้นตอนการขัดมัน"
ที่เมื่อเวลาเผาออกมาแล้วเครื่องปั้นดินเผาจะดูมันเงาโดยใช้พลาสติกเป็นตัวขัดให้เกิดมันวาว โดยที่ไม่ต้องใช้สีเคลือบเลย
ขั้นที่4 ตกแต่ง
หลังจากขัดมันเสร็จแล้วตากไว้1วันแล้วนำมาจัดรูปทรง พิมพ์ลาย แกะลายเครื่องปั้นดินเผาให้สวยงาม
คุณลุงกำลังเจาะรูของเครื่องปั้นดินเผาทั้งสองด้านเพื่อเวลานำไปใช้จะสามารถใช้เชือกผูกไว้หิ้วได้
เครื่องปั้นดินเผาแบบนี้เราจะเห็นบ่อยๆตามร้านขายน้ำ
ที่ใช้แก้วดินเผาไว้สำหรับใส่น้ำค่ะ
" เครื่องปั้นดินเผาแบบพิมลาย "
ใช้พิมพ์ที่แกะไว้แล้วนำไปกดลงบนตัวเครื่องปั้น และการขูด ขีด ให้เกิดลายเส้น เป็นต้น
ตัวอย่างเครื่องปั้นดินเผาแบบพิมพ์ลาย
"เครื่องปั้นลายวิจิต"
เครื่องปั้นดินเผาที่ใช้การแกะสลักด้วยด้วยใบมีดเล็กๆแกะออกมาด้วยความปราณีตเราจะได้ได้ในเครื่องปั้นดินเผาประเภทโคมไฟ กระปุกใส่เครื่องหอม เป็นต้น
ตัวอย่างเครื่องปั้นดินเผาลายวิจิตร
"หม้อน้ำเมืองนนท์" (หม้อน้ำลายวิจิตร)
หม้อน้ำเมืองนนท์ เป็นสิ่งที่พี่อุ๊ยบอกว่าถือเป็นสิ่งที่น่าภูมิใจมากเพราะเป็นการแกะสลักตามตราสัญลักษณ์ประจำจังหวัดนนทบุรี
หม้อน้ำเมืองนนท์ เป็นสิ่งที่พี่อุ๊ยบอกว่าถือเป็นสิ่งที่น่าภูมิใจมากเพราะเป็นการแกะสลักตามตราสัญลักษณ์ประจำจังหวัดนนทบุรี
"โคมไฟลายวิจิตร"
มาถึงขั้นตอนสุดท้ายแล้วจ้าาา ^^
หลังจากทำทุกอย่างมาเรียบร้อยแล้วถ้าพลาดขั้นตอนนี้ไปก็ไม่สามารถนำไปใช้งานได้นะคะ
ขั้นตอนนี้ก็คือ การเผาเครื่องปั้นดินเผา ด้วยเตาเผาที่มีอายุมากกว่า100ปีและเป็นเตาเดียวที่เหลืออยู่บนเกาะเกร็ดแล้วด้วย
เเถวบ้านผมขายน้ำเต้าหู ถุงละ 4 บาทครับ ปาท่องโก๋ตัวละ 2 บาท กาเเฟเเก้วละ 10 บาทครับ เเต่ถ้ากินที่ร้าน เนี่ย เเบบทรงเครื่องเเบบใส่ทุกอย่างถ้วยละ 10 บาทครับ เเต่ถ้าใส่อย่างเดียว 6 บาทครับ เคยคุยกับเจ้าของร้านนะครับว่า ได้กำไรถุงละเท่าไหร่ พี่เเกบอกว่าได้กำไร ถุงละ 2 บาทครับ ส่วนปาท่องโก๋ได้ตัวละ 1 บาทครับ ถ้าขายเยอะๆครับ พี่เเกบอกว่าขายได้วันนึง 800-1000 ถุงครับ ขายหมดทุกวันครับ ดังนั้นกำไรวันนึงตก 2500-3000 บาทครับ กำไรดีนะครับ เเต่ขายเยอะขนาดนี้ต้องมีลูกจ้าง 3 คนครับ หักนู้นหักนี้ไปน่าจะเหลือมาถึงเรา 1500-2000 บาทเยอะมากๆครับ เเต่หลายคนไม่ได้คิดถึงครับ
วิชาความรู้อย่างนี้ เมื่อรู้แล้วก็จะติดตัวไป ไม่มีใครมาแย่งเอาไปได้ อีกทั้งนำไปประกอบอาชีพสร้างรายได้ให้อีกด้วย” คุณอนันธนา ชาญเลขา วัย 39 ปี เป็นอีกผู้หนึ่งที่เคยอยู่ในภาวะ “ตกงาน” ไม่มีงานทำ ไม่มีรายได้ แต่ด้วยความขวนขวาย ไม่หยุดนิ่ง ทำให้เธอได้มารู้จักกับนิตยสารเส้นทางเศรษฐี และศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน
ทุกวันนี้ เธอเปิดร้านขายน้ำเต้าหู้ ปาท่องโก๋ และข้าวราดแกง อยู่ที่ ซอยจันทร์ทองเอี่ยม ตำบลบางรักพัฒนา อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี มีรายได้อยู่ในระดับที่น่าพอใจ และมีแนวโน้มว่าจะขายดีขึ้นเรื่อยๆ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ เธอหันรีหันขวางอยู่พักใหญ่ เพราะไม่รู้ว่าจะทำอะไรดี “เส้นทางเศรษฐี” ได้เข้าไปพูดคุยกับเธอถึงเรื่องราวการทำมาหากิน และการเดินเข้าสู่เจ้าของร้านเล็กๆ แต่มีอนาคตแห่งนี้ของคุณอนันธนา เธอเล่าว่า เดิมพื้นเพเป็นคนจังหวัดกาญจนบุรี อยู่แถวๆ เขื่อนศรีนครินทร์ เคยทำอาชีพมาประเภท อย่างเมื่อปี 2543 เปิดร้านเสริมสวย เปิดได้ 5 ปี ลูกสาวต้องย้ายมาเรียนที่ตัวเมืองจังหวัดกาญจนบุรี จึงต้องปิดร้านเสริมสวยไป หลังจากย้ายมาอยู่ที่ใหม่แล้ว ก็มาเริ่มต้นขายลูกชิ้นปิ้งตามตลาดนัด
”ในช่วงปี 2551 เศรษฐกิจแย่มาก แฟนทำงานอยู่ที่กระทรวงสาธารณสุข จังหวัดนนทบุรี ไปทำงานเช้าวันจันทร์ กลับเย็นวันศุกร์ เสียค่ารถเยอะในแต่ละสัปดาห์ ก็ปรึกษากันว่า น่าจะย้ายครอบครัวเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ จะช่วยประหยัดค่ารถได้ จึงพากันย้ายมา และให้ลูกย้ายโรงเรียนมาเรียนที่กรุงเทพฯ ซะเลย” หลังจากย้ายมาอยู่ที่กรุงเทพฯ แล้ว คุณอนันธนาก็ยังไม่มีอาชีพพอที่จะสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้กับครอบครัวได้ มีบ้างที่เพื่อนบ้านมาชวนเย็บเสื้อโหล ซึ่งมีรายได้นิดหน่อยเท่านั้นเอง ระหว่างนี้ เธอฉุกคิดได้ว่า เคยอ่านนิตยสารเส้นทางเศรษฐี และนิตยสารฉบับเดียวกันนี้ ที่มีโปรแกรมการอบรมอาชีพอยู่เสมอๆ ไม่รอช้า เธอตรงดิ่งไปยังแผงหนังสือ ถามหา “เส้นทางเศรษฐี” ทันที ได้หนังสือมาแล้ว เธอมานั่งอ่านด้วยความสนใจ และพบกับเรื่องราวการอบรมอาชีพในที่สุด เธอมีคำตอบอยู่ในใจเบื้องต้นแล้วว่า การขายปาท่องโก๋ น้ำเต้าหู้ ช่วงเช้า น่าจะดีกว่าการทำอย่างอื่น เนื่องจากทำเลในย่านบ้านพักที่อาศัยอยู่นั้น มีซอยที่เข้าไปสู่โรงเรียนระดับประถมศึกษา ซึ่งมีนักเรียน และผู้ปกครองผ่านไปมามากในแต่ละวัน เธอเริ่มปรึกษากับสามีว่า ถ้ามีใครจะมาบอกสูตรการทำปาท่องโก๋ให้ แต่คิดเงินสักประมาณ 1,500 บาท สามีจะยอมลงทุนมั้ย ทางฝ่ายสามีตอบกลับมาทันทีว่า “อย่าว่าแต่ 1,500 บาท 3,000-4,000 บาท ก็ยอม เพราะวิชาความรู้อย่างนี้ เมื่อรู้แล้วก็จะติดตัวไป ไม่มีใครมาแย่งเอาไปได้ อีกทั้งนำไปประกอบอาชีพสร้างรายได้ ให้อีกด้วย” นับว่าเป็นความคิดที่ทันสมัยและมีเหตุผลมากทีเดียว
คุณอนันทธนาตัดสินใจสมัครเข้ามาเรียนการทำปาท่องโก๋ กับศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน หลักสูตรวันเดียว หลังจากทำได้ ทำเป็นแล้ว เธอไปปรึกษาสามีอีกครั้งว่า จะซื้อรถพ่วงข้าง แต่สามีบอกว่า “ช้าก่อนน้องรัก เธอลองทำให้พี่กินดูซักหน่อยก่อนเถิด” ว่าแล้ว เธอก็นวดแป้ง ทอดปาท่องโก๋ ตามสูตรที่ร่ำเรียนมาทันที “พอแฟนบอกว่า ลองทำให้กินก่อน เลยไปซื้อวัตถุดิบมา 600 กว่าบาท เค้าไม่มีแบ่งขายไงคะ ซื้อแป้งมา 2 ก.ก. ยีสต์ 1 ก.ก. ซื้อจากร้านขายอุปกรณ์เบเกอรี่” สามีชิมแล้ว ไม่พูดอะไรต่อสักคำ แต่กลับพาไปต่อรถพ่วงทันที นั่นแสดงว่า รสชาติออกมาเป็นที่ถูกใจ “พอได้ทำเลขาย ไม่ไกลจากบ้าน เป็นร้านริมถนนในซอยที่จะไปทะลุสู่ถนน
บางบัวทองได้ และเป็นทางผ่านไปโรงเรียนจันทร์ทองเอี่ยม ซึ่งนับว่าเป็นทำเลที่ดี ร้านนี้เป็นร้านของน้องที่เค้าขายน้ำ เครื่องดื่มแล้วชวนให้เรามาขายเป็นเพื่อนกัน ไม่ได้เสียค่าเช่า แต่ช่วยค่าน้ำค่าไฟทุกวัน” คุณอนันธนา เล่าให้ฟัง สัปดาห์แรกที่ขายปาท่องโก๋ เธอว่า ต้องนำไปแจกเด็กๆ ที่โรงเรียนกินทุกวัน เนื่องจากยังไม่มีลูกค้า ขายได้น้อยมาก เหลือเป็นส่วนใหญ่ เหตุผลก็คือ ลูกค้ายังไม่คุ้น ยังไม่กล้าเข้ามาซื้อ จนผ่านไปถึงสัปดาห์ที่สอง ย่างเข้าสัปดาห์ที่สาม ลูกค้าเริ่มมีมากขึ้น ทีนี้มากันมากขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งเธอคิดว่า น่าจะมีน้ำเต้าหู้เข้ามาเสริมอีกตัวหนึ่ง เธอจำได้ว่า เคยมีเอกสารการทำน้ำเต้าหู้ สมัยที่เธออยู่กลุ่มแม่บ้านเขื่อนศรีนครินทร์ บ้านเกิดที่ จังหวัดกาญจนบุรี เธอนำเอกสารนั้นมา แล้วทำตาม “คิดว่าตัวเองมีเอกสารแล้วไง ก็เลยมาทำเอง ปรากฏว่าทิ้งไปเป็น 10 กิโลกรัมเลย บางทีหม้อแรกได้ มาต้มหม้อสอง บูด หรือไม่ก็หม้อไหม้ ใช้ไม่ได้ จนแฟนโมโห แฟนบอกว่า ที่มติชนมีสอนเมื่อไหร่ ไปเรียนมาเลย ที่ทำเองเพราะคิดว่าน่าจะทำได้ มีคนช่วยบอกสูตรด้วยว่าต้องกวนนะ กวนจนเดือด 2 ชั่วโมงแล้ว ยังไม่เดือดเลย จนแฟนนึกว่าไปนอนแล้ว เปล่าหรอก มันไม่เดือดสักที จนสุดท้ายมันบูด”
คุณอนันธนาตัดสินใจมาเรียนการทำน้ำเต้าหู้ ที่ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน หลังจากเรียนกลับมาแล้ว เธอมาทดลองทำให้สามีดู “เขาเห็นเรานั่งคั้นถั่วเหลือ 1 กิโลกรัม ลำบากมาก กว่าจะได้ ก็ถามว่า มีอะไรที่มันทุ่นแรงมั้ย ตอบไปว่ามี แต่มันแพง เป็นเครื่องแยกน้ำ แยกกาก เครื่องเล็ก 6,000 บาท แฟนให้เงินมาเลย ไปที่ร้านมีแต่เครื่องใหญ่ 9,000 บาทก็ซื้อมา ทุกวันนี้ก็เลยฉลุย สบายเลย ไม่ต้องมานั่งกวนให้เสียเวลา คั้นเสร็จ ต้ม รอให้เดือด เปิดฝาทิ้งไว้อีกครึ่งชั่วโมง ก็โอเคเลย คือเราได้ข้อสรุปว่า ถ้าไม่ไปเรียน เราจะไม่ได้เห็นการทำ ไม่ได้เทคนิค และไม่ได้สูตร การไปเรียนทำให้เราทำได้ทันที” คุณอนันธนาเริ่มขายปาท่องโก๋ ตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา และอีกไม่นานก็มีน้ำเต้าหู้ ตามมาอีกตัวหนึ่ง และคำนวณได้ว่า ใช้แป้งในการทำปาท่องโก๋ วันละ 8 กิโลกรัม และขายน้ำเต้าหู้ โดยคำนวณจากถั่วเหลืองที่ใช้วันละ 3 กิโลกรัม ซึ่งจะขายได้ประมาณ 1,500 บาท โดยทั้ง 2 ตัวมีต้นทุนประมาณ 500-600 บาท ดังนั้น หักแล้ว เหลือประมาณวันละ 1,000 บาท ที่ร้านของเธอขาย ปาท่องโก๋ ตัวละ 3 บาท 2 ตัว 5 บาท ส่วนน้ำเต้าหู้ขายถุงละ 5 บาท จากที่ขายในช่วงเริ่มต้น ไม่มีลูกค้า ลูกค้าไม่กล้าเข้าร้าน ลูกค้าไม่แน่ใจว่าจะอร่อยหรือไม่ แพงหรือเปล่า แต่เมื่ออดทน ยอมขายไปโดยไม่มีลูกค้าประมาณ 2 สัปดาห์ เข้าสัปดาห์ที่ 3 ลูกค้าเริ่มเข้ามา และเมื่อเข้ามาแล้ว ชิมแล้ว รสชาติดี มีคุณภาพ สะอาด ทำให้มีลูกค้าเข้ามากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งขาประจำ และขาจร ทั้งบอกกันปากต่อปาก และต่อไปเรื่อยๆ
ทุกวันนี้เธอว่า ขายดีมาก จนกระทั่งไม่มีวันหยุด วันไหนหยุดขายจะถูกลูกค้าต่อว่า และถ้ามีลูกค้าเข้ามามุงมากๆ ลูกค้าก็จะบริการตัวเอง หยิบสินค้าเอง และส่งเงินให้ เรียกว่ามีสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน ทำให้เธอทำงานสนุกมากขึ้น
คุณอนันธนา เล่าให้ฟังถึงชีวิตประจำวันในการเตรียมงานว่า ทุกๆ เที่ยงคืน เธอจะตื่นขึ้นมาแช่ถั่วเหลือง จากนั้นไปนอนต่อ เริ่มต้นงานอีกครั้งช่วงตีสาม ทั้งทำน้ำเต้าหู้ นวดแป้งปาท่องโก๋ และตีแป้ง โดยช่วยกัน 3 คนคือเธอ น้องชาย และน้องสะใภ้ สำหรับน้ำเต้าหู้ ยกมาต้มที่ร้าน ต้มไปขายไป ให้ลูกค้าเห็นกันจะจะ ว่า ต้มอย่างไร ใส่อะไร เนื่องจากมีลูกค้าบางคนพูดในลักษณะที่ว่า ร้านนี้ใส่นมสด หรือครีมเทียมแน่ๆ แต่เธอว่า ถ้าน้ำเต้าหู้ของเธอใส่ครีมเทียม หรือนมสด ต้นทุนจะเป็นเท่าไหร่ และจะสามารถขายถุงละ 5 บาทได้หรือไม่ แต่เพื่อความแน่ใจกัน และสร้างสีสันให้กับร้าน เธอเลยยกหม้อน้ำเต้าหู้มาต้มกันที่ร้านซะเลย
จากการที่มองเห็นตลาด และกลุ่มลูกค้าว่าเป็นนักเรียน และผู้ปกครองที่มาส่งนักเรียนในช่วงเช้าของทุกวัน คุณอนันธนาจึงเพิ่มสินค้าขึ้นมาอีกตัวหนึ่ง คือข้าวราดแกง และแม้ว่าจะมองว่าเป็นอาชีพพื้นๆ ที่ใครก็ทำได้ แต่เพื่อความแน่ใจ และเทคนิคบางประการ เธอจึงกลับมาเข้ารับการอบรมที่ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน อีกครั้งหนึ่ง “ก่อนที่จะเข้าไปเรียนการทำข้าวราดแกง ก็ไปเรียนหลักสูตรอื่นๆ มาอีก ทั้งซาลาเปาทับหลี แซนด์วิช ข้าวมันไก่ฮ่องเต้ ก๋วยเตี๋ยวเป็ด แต่คิดว่า ข้าวราดแกงนี่เหมาะที่สุด อาจารย์ผู้สอนก็แนะนำทุกอย่าง ส่วนที่ทำขาย ทำวันละ 3 อย่าง อย่างเช่นวันนี้มี ไข่พะโล้ แกงป่าไก่ และแกงเผ็ดปลากราย พวกนี้ลงทุนตกหม้อละ 100 บาท รวมแล้ว 300 บาท แต่ขายได้ 600 กว่าบาท มาช่วยเสริมในร้านอีกทางหนึ่ง” สรุปแล้ว เธอมีรายได้ราว ๆ 2,000 บาทเศษๆ ต่อวัน ซึ่งแน่นอนว่า ดีกว่ารับจ้างเย็บเสื้อโหล อีกทั้งเป็นงานที่ช่วงสายๆ ของวันก็เกือบจะเสร็จงานแล้ว คุณอนันธนา บอกอีกว่า กำลังหาเวลา และจังหวะโอกาส มาเข้ารับการอบรมอีกในวิชาการทำข้าวราดแกง ซึ่งคราวนี้จะเป็นหลักสูตรต่อยอดขึ้นไปอีก
วิชาความรู้อย่างนี้ เมื่อรู้แล้วก็จะติดตัวไป ไม่มีใครมาแย่งเอาไปได้ อีกทั้งนำไปประกอบอาชีพสร้างรายได้ให้อีกด้วย” คุณอนันธนา ชาญเลขา วัย 39 ปี เป็นอีกผู้หนึ่งที่เคยอยู่ในภาวะ “ตกงาน” ไม่มีงานทำ ไม่มีรายได้ แต่ด้วยความขวนขวาย ไม่หยุดนิ่ง ทำให้เธอได้มารู้จักกับนิตยสารเส้นทางเศรษฐี และศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน
ทุกวันนี้ เธอเปิดร้านขายน้ำเต้าหู้ ปาท่องโก๋ และข้าวราดแกง อยู่ที่ ซอยจันทร์ทองเอี่ยม ตำบลบางรักพัฒนา อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี มีรายได้อยู่ในระดับที่น่าพอใจ และมีแนวโน้มว่าจะขายดีขึ้นเรื่อยๆ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ เธอหันรีหันขวางอยู่พักใหญ่ เพราะไม่รู้ว่าจะทำอะไรดี “เส้นทางเศรษฐี” ได้เข้าไปพูดคุยกับเธอถึงเรื่องราวการทำมาหากิน และการเดินเข้าสู่เจ้าของร้านเล็กๆ แต่มีอนาคตแห่งนี้ของคุณอนันธนา เธอเล่าว่า เดิมพื้นเพเป็นคนจังหวัดกาญจนบุรี อยู่แถวๆ เขื่อนศรีนครินทร์ เคยทำอาชีพมาประเภท อย่างเมื่อปี 2543 เปิดร้านเสริมสวย เปิดได้ 5 ปี ลูกสาวต้องย้ายมาเรียนที่ตัวเมืองจังหวัดกาญจนบุรี จึงต้องปิดร้านเสริมสวยไป หลังจากย้ายมาอยู่ที่ใหม่แล้ว ก็มาเริ่มต้นขายลูกชิ้นปิ้งตามตลาดนัด
”ในช่วงปี 2551 เศรษฐกิจแย่มาก แฟนทำงานอยู่ที่กระทรวงสาธารณสุข จังหวัดนนทบุรี ไปทำงานเช้าวันจันทร์ กลับเย็นวันศุกร์ เสียค่ารถเยอะในแต่ละสัปดาห์ ก็ปรึกษากันว่า น่าจะย้ายครอบครัวเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ จะช่วยประหยัดค่ารถได้ จึงพากันย้ายมา และให้ลูกย้ายโรงเรียนมาเรียนที่กรุงเทพฯ ซะเลย” หลังจากย้ายมาอยู่ที่กรุงเทพฯ แล้ว คุณอนันธนาก็ยังไม่มีอาชีพพอที่จะสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้กับครอบครัวได้ มีบ้างที่เพื่อนบ้านมาชวนเย็บเสื้อโหล ซึ่งมีรายได้นิดหน่อยเท่านั้นเอง ระหว่างนี้ เธอฉุกคิดได้ว่า เคยอ่านนิตยสารเส้นทางเศรษฐี และนิตยสารฉบับเดียวกันนี้ ที่มีโปรแกรมการอบรมอาชีพอยู่เสมอๆ ไม่รอช้า เธอตรงดิ่งไปยังแผงหนังสือ ถามหา “เส้นทางเศรษฐี” ทันที ได้หนังสือมาแล้ว เธอมานั่งอ่านด้วยความสนใจ และพบกับเรื่องราวการอบรมอาชีพในที่สุด เธอมีคำตอบอยู่ในใจเบื้องต้นแล้วว่า การขายปาท่องโก๋ น้ำเต้าหู้ ช่วงเช้า น่าจะดีกว่าการทำอย่างอื่น เนื่องจากทำเลในย่านบ้านพักที่อาศัยอยู่นั้น มีซอยที่เข้าไปสู่โรงเรียนระดับประถมศึกษา ซึ่งมีนักเรียน และผู้ปกครองผ่านไปมามากในแต่ละวัน เธอเริ่มปรึกษากับสามีว่า ถ้ามีใครจะมาบอกสูตรการทำปาท่องโก๋ให้ แต่คิดเงินสักประมาณ 1,500 บาท สามีจะยอมลงทุนมั้ย ทางฝ่ายสามีตอบกลับมาทันทีว่า “อย่าว่าแต่ 1,500 บาท 3,000-4,000 บาท ก็ยอม เพราะวิชาความรู้อย่างนี้ เมื่อรู้แล้วก็จะติดตัวไป ไม่มีใครมาแย่งเอาไปได้ อีกทั้งนำไปประกอบอาชีพสร้างรายได้ ให้อีกด้วย” นับว่าเป็นความคิดที่ทันสมัยและมีเหตุผลมากทีเดียว
คุณอนันทธนาตัดสินใจสมัครเข้ามาเรียนการทำปาท่องโก๋ กับศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน หลักสูตรวันเดียว หลังจากทำได้ ทำเป็นแล้ว เธอไปปรึกษาสามีอีกครั้งว่า จะซื้อรถพ่วงข้าง แต่สามีบอกว่า “ช้าก่อนน้องรัก เธอลองทำให้พี่กินดูซักหน่อยก่อนเถิด” ว่าแล้ว เธอก็นวดแป้ง ทอดปาท่องโก๋ ตามสูตรที่ร่ำเรียนมาทันที “พอแฟนบอกว่า ลองทำให้กินก่อน เลยไปซื้อวัตถุดิบมา 600 กว่าบาท เค้าไม่มีแบ่งขายไงคะ ซื้อแป้งมา 2 ก.ก. ยีสต์ 1 ก.ก. ซื้อจากร้านขายอุปกรณ์เบเกอรี่” สามีชิมแล้ว ไม่พูดอะไรต่อสักคำ แต่กลับพาไปต่อรถพ่วงทันที นั่นแสดงว่า รสชาติออกมาเป็นที่ถูกใจ “พอได้ทำเลขาย ไม่ไกลจากบ้าน เป็นร้านริมถนนในซอยที่จะไปทะลุสู่ถนน
บางบัวทองได้ และเป็นทางผ่านไปโรงเรียนจันทร์ทองเอี่ยม ซึ่งนับว่าเป็นทำเลที่ดี ร้านนี้เป็นร้านของน้องที่เค้าขายน้ำ เครื่องดื่มแล้วชวนให้เรามาขายเป็นเพื่อนกัน ไม่ได้เสียค่าเช่า แต่ช่วยค่าน้ำค่าไฟทุกวัน” คุณอนันธนา เล่าให้ฟัง สัปดาห์แรกที่ขายปาท่องโก๋ เธอว่า ต้องนำไปแจกเด็กๆ ที่โรงเรียนกินทุกวัน เนื่องจากยังไม่มีลูกค้า ขายได้น้อยมาก เหลือเป็นส่วนใหญ่ เหตุผลก็คือ ลูกค้ายังไม่คุ้น ยังไม่กล้าเข้ามาซื้อ จนผ่านไปถึงสัปดาห์ที่สอง ย่างเข้าสัปดาห์ที่สาม ลูกค้าเริ่มมีมากขึ้น ทีนี้มากันมากขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งเธอคิดว่า น่าจะมีน้ำเต้าหู้เข้ามาเสริมอีกตัวหนึ่ง เธอจำได้ว่า เคยมีเอกสารการทำน้ำเต้าหู้ สมัยที่เธออยู่กลุ่มแม่บ้านเขื่อนศรีนครินทร์ บ้านเกิดที่ จังหวัดกาญจนบุรี เธอนำเอกสารนั้นมา แล้วทำตาม “คิดว่าตัวเองมีเอกสารแล้วไง ก็เลยมาทำเอง ปรากฏว่าทิ้งไปเป็น 10 กิโลกรัมเลย บางทีหม้อแรกได้ มาต้มหม้อสอง บูด หรือไม่ก็หม้อไหม้ ใช้ไม่ได้ จนแฟนโมโห แฟนบอกว่า ที่มติชนมีสอนเมื่อไหร่ ไปเรียนมาเลย ที่ทำเองเพราะคิดว่าน่าจะทำได้ มีคนช่วยบอกสูตรด้วยว่าต้องกวนนะ กวนจนเดือด 2 ชั่วโมงแล้ว ยังไม่เดือดเลย จนแฟนนึกว่าไปนอนแล้ว เปล่าหรอก มันไม่เดือดสักที จนสุดท้ายมันบูด”
คุณอนันธนาตัดสินใจมาเรียนการทำน้ำเต้าหู้ ที่ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน หลังจากเรียนกลับมาแล้ว เธอมาทดลองทำให้สามีดู “เขาเห็นเรานั่งคั้นถั่วเหลือ 1 กิโลกรัม ลำบากมาก กว่าจะได้ ก็ถามว่า มีอะไรที่มันทุ่นแรงมั้ย ตอบไปว่ามี แต่มันแพง เป็นเครื่องแยกน้ำ แยกกาก เครื่องเล็ก 6,000 บาท แฟนให้เงินมาเลย ไปที่ร้านมีแต่เครื่องใหญ่ 9,000 บาทก็ซื้อมา ทุกวันนี้ก็เลยฉลุย สบายเลย ไม่ต้องมานั่งกวนให้เสียเวลา คั้นเสร็จ ต้ม รอให้เดือด เปิดฝาทิ้งไว้อีกครึ่งชั่วโมง ก็โอเคเลย คือเราได้ข้อสรุปว่า ถ้าไม่ไปเรียน เราจะไม่ได้เห็นการทำ ไม่ได้เทคนิค และไม่ได้สูตร การไปเรียนทำให้เราทำได้ทันที” คุณอนันธนาเริ่มขายปาท่องโก๋ ตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา และอีกไม่นานก็มีน้ำเต้าหู้ ตามมาอีกตัวหนึ่ง และคำนวณได้ว่า ใช้แป้งในการทำปาท่องโก๋ วันละ 8 กิโลกรัม และขายน้ำเต้าหู้ โดยคำนวณจากถั่วเหลืองที่ใช้วันละ 3 กิโลกรัม ซึ่งจะขายได้ประมาณ 1,500 บาท โดยทั้ง 2 ตัวมีต้นทุนประมาณ 500-600 บาท ดังนั้น หักแล้ว เหลือประมาณวันละ 1,000 บาท ที่ร้านของเธอขาย ปาท่องโก๋ ตัวละ 3 บาท 2 ตัว 5 บาท ส่วนน้ำเต้าหู้ขายถุงละ 5 บาท จากที่ขายในช่วงเริ่มต้น ไม่มีลูกค้า ลูกค้าไม่กล้าเข้าร้าน ลูกค้าไม่แน่ใจว่าจะอร่อยหรือไม่ แพงหรือเปล่า แต่เมื่ออดทน ยอมขายไปโดยไม่มีลูกค้าประมาณ 2 สัปดาห์ เข้าสัปดาห์ที่ 3 ลูกค้าเริ่มเข้ามา และเมื่อเข้ามาแล้ว ชิมแล้ว รสชาติดี มีคุณภาพ สะอาด ทำให้มีลูกค้าเข้ามากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งขาประจำ และขาจร ทั้งบอกกันปากต่อปาก และต่อไปเรื่อยๆ
ทุกวันนี้เธอว่า ขายดีมาก จนกระทั่งไม่มีวันหยุด วันไหนหยุดขายจะถูกลูกค้าต่อว่า และถ้ามีลูกค้าเข้ามามุงมากๆ ลูกค้าก็จะบริการตัวเอง หยิบสินค้าเอง และส่งเงินให้ เรียกว่ามีสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน ทำให้เธอทำงานสนุกมากขึ้น
คุณอนันธนา เล่าให้ฟังถึงชีวิตประจำวันในการเตรียมงานว่า ทุกๆ เที่ยงคืน เธอจะตื่นขึ้นมาแช่ถั่วเหลือง จากนั้นไปนอนต่อ เริ่มต้นงานอีกครั้งช่วงตีสาม ทั้งทำน้ำเต้าหู้ นวดแป้งปาท่องโก๋ และตีแป้ง โดยช่วยกัน 3 คนคือเธอ น้องชาย และน้องสะใภ้ สำหรับน้ำเต้าหู้ ยกมาต้มที่ร้าน ต้มไปขายไป ให้ลูกค้าเห็นกันจะจะ ว่า ต้มอย่างไร ใส่อะไร เนื่องจากมีลูกค้าบางคนพูดในลักษณะที่ว่า ร้านนี้ใส่นมสด หรือครีมเทียมแน่ๆ แต่เธอว่า ถ้าน้ำเต้าหู้ของเธอใส่ครีมเทียม หรือนมสด ต้นทุนจะเป็นเท่าไหร่ และจะสามารถขายถุงละ 5 บาทได้หรือไม่ แต่เพื่อความแน่ใจกัน และสร้างสีสันให้กับร้าน เธอเลยยกหม้อน้ำเต้าหู้มาต้มกันที่ร้านซะเลย
จากการที่มองเห็นตลาด และกลุ่มลูกค้าว่าเป็นนักเรียน และผู้ปกครองที่มาส่งนักเรียนในช่วงเช้าของทุกวัน คุณอนันธนาจึงเพิ่มสินค้าขึ้นมาอีกตัวหนึ่ง คือข้าวราดแกง และแม้ว่าจะมองว่าเป็นอาชีพพื้นๆ ที่ใครก็ทำได้ แต่เพื่อความแน่ใจ และเทคนิคบางประการ เธอจึงกลับมาเข้ารับการอบรมที่ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน อีกครั้งหนึ่ง “ก่อนที่จะเข้าไปเรียนการทำข้าวราดแกง ก็ไปเรียนหลักสูตรอื่นๆ มาอีก ทั้งซาลาเปาทับหลี แซนด์วิช ข้าวมันไก่ฮ่องเต้ ก๋วยเตี๋ยวเป็ด แต่คิดว่า ข้าวราดแกงนี่เหมาะที่สุด อาจารย์ผู้สอนก็แนะนำทุกอย่าง ส่วนที่ทำขาย ทำวันละ 3 อย่าง อย่างเช่นวันนี้มี ไข่พะโล้ แกงป่าไก่ และแกงเผ็ดปลากราย พวกนี้ลงทุนตกหม้อละ 100 บาท รวมแล้ว 300 บาท แต่ขายได้ 600 กว่าบาท มาช่วยเสริมในร้านอีกทางหนึ่ง” สรุปแล้ว เธอมีรายได้ราว ๆ 2,000 บาทเศษๆ ต่อวัน ซึ่งแน่นอนว่า ดีกว่ารับจ้างเย็บเสื้อโหล อีกทั้งเป็นงานที่ช่วงสายๆ ของวันก็เกือบจะเสร็จงานแล้ว คุณอนันธนา บอกอีกว่า กำลังหาเวลา และจังหวะโอกาส มาเข้ารับการอบรมอีกในวิชาการทำข้าวราดแกง ซึ่งคราวนี้จะเป็นหลักสูตรต่อยอดขึ้นไปอีก
Benzac Perfume จำหน่ายน้ำหอมแบ่งขาย แท้ 100% พร้อมมีรีวิวน้ำหอมที่เขียนเอง (มีลิขสิทธิ์) ทางร้านมีทั้งน้ำหอมดีไซเนอร์ น้ำหอมหายาก น้ำหอม niche รวมถึงน้ำหอมกล่องซีล น้ำหอม tester น้ำหอมชาย น้ำหอมหญิง น้ำหอม unisex ในราคาพิเศษ มีทั้งพร้อมส่ง และพรีออเดอร์ สนใจสอบถามทางอีเมล์ benzac.m@gmail.com

ทางร้านแบ่งน้ำหอมจากขวดจริงลงสู่ขวดแก้วสเปรย์พร้อมป้ายชื่อกลิ่น โดยแบ่งเป็น 4 ขนาด
- ขนาด 2ml ใส่ขวด 4ml ครึ่งขวด ต้องเพิ่ม 5 บาท/กลิ่นสำหรับการสั่งซื้อขนาดนี้
(ดูเหตุผลที่เวบบอร์ด กระทู้ Update....วันที่ 02/04/2011 ข้อ 9)
- ขนาด 4ml ใส่ขวดขนาด 4ml จนเต็ม โดยเหลือช่องอากาศนิดหน่อย
- ขนาด 5ml ใส่ขวด 10ml แบบอ้วนให้ครึ่งขวด
- ขนาด 10ml ใส่ขวดขนาด 10ml แบบอ้วนจนเต็ม โดยเหลือช่องอากาศนิดหน่อย
*ขนาด 5ml และ 10ml ใช้ขวดอ้วนเป็นหลักเพราะวางง่าย แพคง่าย หากต้องการขวดปากกาแบบขวาสุด กรุณาแจ้งมาพร้อมการสั่งซื้อครับ
ค่าจัดส่ง
ค่าจัดส่ง
ในกรณีที่ราคาน้ำหอมแท้แบ่งขายไม่ถึง 500 บาท มีค่าจัดส่ง...
-ลงทะเบียน 35 บาท
-EMS 50 บาท
หากถึง 500 บาท ดูที่โปรประจำร้านด้านล่างครับ
ส่วนน้ำหอมขวดเต็มทั้งกล่องซีล tester และมือสองที่โชว์ในหมวดซ้ายมือบน รวมค่าส่งแบบลงทะเบียนแล้ว
เมื่อมีการสั่งซื้อเข้ามา จะแจ้งราคา EMS ให้ทราบด้วย ราคาไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับขนาดของขวดและขนาดของกล่องที่ต้องใช้ครับ
-ลงทะเบียน 35 บาท
-EMS 50 บาท
หากถึง 500 บาท ดูที่โปรประจำร้านด้านล่างครับ
ส่วนน้ำหอมขวดเต็มทั้งกล่องซีล tester และมือสองที่โชว์ในหมวดซ้ายมือบน รวมค่าส่งแบบลงทะเบียนแล้ว
เมื่อมีการสั่งซื้อเข้ามา จะแจ้งราคา EMS ให้ทราบด้วย ราคาไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับขนาดของขวดและขนาดของกล่องที่ต้องใช้ครับ
น้ำหอมแท้แบ่งขายเหมาะกับ
-คนที่อยากลองก่อนซื้อขวดใหญ่ (เหมาะกับขนาด 2, 4 และ 5ml)
-คนที่อยากครอบครองหลาย ๆ กลิ่น
-คนที่อยากเรียนรู้เรื่องกลิ่น เปิดประสาทการรับรู้กลิ่นให้กว้างออก
-คนที่มีค่าใช้จ่ายเยอะอยู่แล้ว ไม่ต้องการซื้อทั้งขวด
-คนที่อยากซื้อขวดใหญ่ แต่รู้ว่าใช้ไม่หมดแน่ ๆ เพราะใช้แค่บางวัน บางโอกาส
-ฯลฯ
ข้อดีของน้ำหอมในขวดเล็ก ๆ
-พกพาสะดวก เติมความสดชื่นได้เรื่อย ๆ ในสถานการณ์ที่ต่างกัน
-การที่ซื้อขวดใหญ่ เมื่อใช้ไปแล้วน้ำหอมลดลง อากาศจะเข้าไปแทนที่ ซึ่งอากาศนั้นทำให้อายุน้ำหอมสั้นลงด้วย ดังนั้น ซื้อขวดใหญ่แล้วเก็บไว้ใช้นาน ๆ กลิ่นจะเปลี่ยนไปแน่นอน โดยเฉพาะช่วง top note
-น้ำหอมแบ่งในภาษาอังกฤษเรียกว่า decant เป็นที่นิยมแพร่หลายในกลุ่มคนรักน้ำหอม ส่วนมากมักลอง decant ของน้ำหอม niche ราคาแพงก่อนซื้อทั้งขวดเพื่อให้แน่ใจว่าชอบจริง ๆ เวบที่มีชื่อเสียงได้แก่ luckyscent.com และ theperfumedcourt.com
ข้อดีเรื่องราคาและความคุ้มค่า
-ยกตัวอย่าง ท่านซื้อรุ่น 10ml ราคา 250 x 10 กลิ่น = 2,500 ได้ลด 5% เหลือ 2,375 ท่านจ่ายราคานี้ ได้น้ำหอม 100ml แบ่งเป็น 10 กลิ่น ยังไงก็คุ้มกว่ากลิ่นเดียว 100ml ที่ราคามักอยู่ช่วง 2,000 ปลาย ๆ ถึง 3,000 กว่าแล้วแต่รุ่น (อ้างอิงราคาห้าง หรือ duty free)
-คนที่อยากครอบครองหลาย ๆ กลิ่น
-คนที่อยากเรียนรู้เรื่องกลิ่น เปิดประสาทการรับรู้กลิ่นให้กว้างออก
-คนที่มีค่าใช้จ่ายเยอะอยู่แล้ว ไม่ต้องการซื้อทั้งขวด
-คนที่อยากซื้อขวดใหญ่ แต่รู้ว่าใช้ไม่หมดแน่ ๆ เพราะใช้แค่บางวัน บางโอกาส
-ฯลฯ
ข้อดีของน้ำหอมในขวดเล็ก ๆ
-พกพาสะดวก เติมความสดชื่นได้เรื่อย ๆ ในสถานการณ์ที่ต่างกัน
-การที่ซื้อขวดใหญ่ เมื่อใช้ไปแล้วน้ำหอมลดลง อากาศจะเข้าไปแทนที่ ซึ่งอากาศนั้นทำให้อายุน้ำหอมสั้นลงด้วย ดังนั้น ซื้อขวดใหญ่แล้วเก็บไว้ใช้นาน ๆ กลิ่นจะเปลี่ยนไปแน่นอน โดยเฉพาะช่วง top note
-น้ำหอมแบ่งในภาษาอังกฤษเรียกว่า decant เป็นที่นิยมแพร่หลายในกลุ่มคนรักน้ำหอม ส่วนมากมักลอง decant ของน้ำหอม niche ราคาแพงก่อนซื้อทั้งขวดเพื่อให้แน่ใจว่าชอบจริง ๆ เวบที่มีชื่อเสียงได้แก่ luckyscent.com และ theperfumedcourt.com
ข้อดีเรื่องราคาและความคุ้มค่า
-ยกตัวอย่าง ท่านซื้อรุ่น 10ml ราคา 250 x 10 กลิ่น = 2,500 ได้ลด 5% เหลือ 2,375 ท่านจ่ายราคานี้ ได้น้ำหอม 100ml แบ่งเป็น 10 กลิ่น ยังไงก็คุ้มกว่ากลิ่นเดียว 100ml ที่ราคามักอยู่ช่วง 2,000 ปลาย ๆ ถึง 3,000 กว่าแล้วแต่รุ่น (อ้างอิงราคาห้าง หรือ duty free)
ร้านกาแฟ

-
- ชุมชนออนไลน์
- การเป็นชุมชนหมายความว่าเมื่ออยู่ร่วมกันต้องดีกว่า ทั้งในร้านของเรา และในระดับโลก ร่วมพูดคุย แลกเปลี่ยน และมีส่วนร่วมกับเรา
- พบเราได้ที่ Facebook
-
- การออกแบบร้าน
- อะไรคือสิ่งที่ทำให้ร้านกาแฟสตาร์บัคส์เป็นสถานที่ที่มีชีวิตชีวาและเชื้อเชิญทุกคน คำตอบคือ หลักปรัชญาในเรื่องความรับผิดชอบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม
-
- โมบายแอพพลิเคชั่น
- เพียงใช้สตาร์บัคส์โมบายแอพพลิเคชั่น ก็สามารถชำระสินค้าด้วยบัตรสตาร์บัคส์ การ์ด
-
- โปรแกรมคอฟฟีมาสเตอร์
- เชิญพบกับคอฟฟีมาสเตอร์ของเรา (สังเกตได้จากผ้ากันเปื้อนสีดำ) มาดูกันว่ากว่าจะเป็นได้นั้นต้องผ่านอะไรบ้าง และค้นหาเครื่องดื่มสตาร์บัคส์ที่สมบูรณ์แบบของคุณ
-
- สินค้า
- เครื่องดื่มที่สมบูรณ์แบบทุกแก้วต้องมาพร้อมกับแก้วที่ถูกใจ
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)


